ช่วงต้นปี 2542 ผมมีโอกาสได้รับคัด เลือกให้ไปศึกษาอบรมหลักสูตร INTERNATIONAL SENIOR OFFIER AMPHIBIOUS PLANNING COURSE : ISOAP ที่ EXPEDITIONARY WARFARE TRAINING GROUP , PACIFIC : EWTGPAC ณ เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประทเสสหรัฐอเมริกา โดยไปในโควต้านายทหารพรรคนาวิน ร่วม คณะไปกับนายทหารพรรคนาวิกโยธิน อีก 1 ท่าน หลักสูตรนี้กำหนดให้นักเรียนต้องศึก ษาวิเคราะห์ปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก คนละ 1 ยุทธการ นำเสนอทั้งเอกสารวิ เคราะห์ และการบรรยายหน้าชั้นประกอบ ด้วย โดยนักเรียนสามารถเลือกยุทธการอะ ไรก็ได้จากหัวข้อที่ EWTGPAC เตรียมให้ หรือจะขออนุมัติในหัวข้อที่ตัวเองอยากทำ ก็ตามใจ แต่ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกัน อย่างเคร่งครัด ผมเลือก OPERATION GALVANIC ซึ่งเป็นการยกพลขึ้นบกที่เกาะ
BETIO ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในวงหินปะการัง TARAWA ATOLL ของหมู่เกาะ GILBERTS ในมหาสมุทรแปซิฟิค ที่ผมสน ใจและเลือกปฏิบัติการนี้ ก็เพราะเหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองใกล้จะสิ้นสุด โดยผลจากปฏิบัติการนี้ ก่อให้เกิด ความสูญเสียอย่างมาก ทั้งฝ่ายรุก คือ สัมพันธมิตรโดย อเมริกา กับฝ่ายรับคือ อักษะ โดยญี่ปุ่น มีทหารบาดเจ็บล้มตายรวม กว่า 6,000 คน บนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ แค่ครึ่งตารางไมล์ในช่วง 4 วันของปฏิบัติการ แต่ก็ทำให้เกิดการพัฒนาหลักนิยมใหม่ของ ปฏิบัิติการสะเทินน้ำ สะิเทินบกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังใช้อยู่ตรากระทั่งทุกวันนี้
สืบเนื่องจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในยุทธการนี้ผมได้ใช้บริการห้องสมุดทั้งใน EWTGPAC ไปจนถึงห้องสมุดประชา่ชนของโคโรนาโด รวมทั้งเลือกดูตามร้านหนังสือน้อยใหญ่ในค่ายทหารและในเมือง โอกาสเหมาะไปได้หนังสือที่คิดว่าดีมาก มาเล่มหนึ่ง แม้ไม่เกี่ยวกับงานค้นคว้าของหลักสูตรที่กำลังเรียน แต่ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับสายงานปกติ คือหนังสือ SPEC OPS CASE STUDIES IN SPECIAL OPERATIONS WARFARE : THEORY AND PRACTICE แต่งโดย WILLIAM H. McRAVEN ซึ่งมีดีกรีปริญญาโทจาก NAVAL POSTGRADUATE SCHOOL หน้าที่การงานก็เป็น COMMANDER SEAL TEAM III ผู้แต่งนำ้เสนอบทวิเคราะห์ สรุปเป็นทฤษฏีที่พิสูจน์ให้เห็นได้ง่ายด้วยภาพและกราฟที่หลากหลายอย่างน่าสนใจ เป็นหนังสือที่ขอแนะนำให้นักรบพิเศษที่ไม่ต้องการยึดติดกับแนวคิดทางทหาร ในรูปแบบที่ศึกษามาอย่างซ้ำซากจำเจได้หา อ่านกัน ถึงไม่ได้ใช้ประโยชต์โดยตรงกับการปฏิบัติงานประจำ แต่ก็สามารถพัฒนากระบวนการทางความคิด และประยุกต์ใช้ ในการวางแผนการปฏิบัติการได้ตามสมควร
McRAVEN ได้วิเคราะห์กรณีศึกษา 8 เหตุการณ์สูรบในอดีต สรุปเป็นองค์ความรู้จนกำหนดเป็นทฤษฏีการปฏิบัติการพิ เศษ ( THEORY OF SPECIAL OPERATIONS ) และชี้ชัดลงไปถึงหลักการการทำสงครามสำหรับการปฏิบัติการพิเศษ ( PRINCIPLES OF SPECIAL OPERATIONS ) ที่แตกต่างจากหลักการสงคราม ( PRINCIPLE OF WAR ) ที่ใช้สำหรับกำ ลังรบขนาดใหญ่ ซึ่งผมขอนำเสนอโดยสรุป ดังนี้
ทฤษฏีการปฏิบัติการพิเศษ
"การปฏิบัติการพิเศษที่ถือว่าประสบความสำเร็จ จะต้องกระทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารโดยการใช้หน่วยกำลังขนาด เล็ก เอาชนะหน่วยกำลังฝ่ายตรงข้ามที่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีมาตรการป้้องกันตนเองเป็นอย่างดีได้ "
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามทฤษฏีนี้ หน่วยกำลังขนาดเล็กนั้น จะต้องใช้หลักการทำ สงครามที่แน่นอน เพื่อทำให้สถานการณ์ที่ เผชิญอยู่ในการสู้รบ (FRICTION OF WAR) อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ จนสามารถ สร้างสรรค์โอกาสแห่งชัยชนะที่เราจะมีเหนือ ฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังมากกว่า หรือ มีการป้อง กันตนเองที่ดีมากได้ การทำใ้ห้สถานการณ์นี้ อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ ก็ด้วยวิธีการที่ จะก่อให้เกิด ความได้เปรียบ (RELATIVE SUPERIORITY : RS ) ซึ่งต้องผ่านกระบวน การวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้ามเพื่อหาจุดอ่อน แล้ว เลือกวิธีการปฏิบัติ ใด ๆ ที่ส่งผลให้ฝ่ายเราำได้ เปรียบและทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียศักย์ในการ สู้รบ ในช่วงเวลาที่ฝ่ายเรากำหนด ผลที่ได้คือ ให้เมื่อใดที่ฝ่ายเราได้เปรียบแล้ว แม้ขนาดกำ ลังของหน่วยปฏิบัติการจะเล็กกว่าแต่ก็สามารถ เป็นฝ่ายริเริ่มปฏิบัติการใด ๆ ต่อมาได้อย่างมีอิส ระ และหากสามารถรักษาความได้เปรียบได้
ตลอดห้วงการปฏิบัติการแล้วย่อมได้รับชัยชนะในที่สุด ในการสู้รบทุกครั้ง มีปัจจัยมากมายที่จะส่งผลต่อการแพ้หรือชนะ และ แม้ RS จะมิใช่หลักประกันของชัยชนะทุกครั้ง แต่ RS ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชัยชนะของทุกสมรภูมิ
คำจำกัดความ " การปฏิบัติการพิเศษ กระทำโดยหน่วยกำลังที่ได้รับการฝึกมาเป็นการเฉพาะอย่างดี โดยใช้ยุทธโปกรณ์ และ การสนับสนุนทั้งปวง ต่อเป้าหมายที่เจาะจงกำหนดไว้ เพื่อผลทางการเมืองและการทหาร "
คำจำกัดความข้างต้น มีความใกล้เคียงกับคำจำกัดความของการปฏิบัติโดยตรง (DIRECT ACTION : DA) ซึ่งเป็น รูปแบบย่อยของสงครามนอกแบบ (UNCONVENTIONAL WARFACE : UW)ที่เขียนไว้ใน JOINT PUB 3-05 แต่ผู้แต่งก็ ได้ศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์เจาะลึกในแนวทางทฤษฏีของตน โดยไม่เปรียบเทียบกับ JOINT PUB 3-05 มากนัก เพราะเหตุ แห่งความแตกต่างของการจัดหน่วยกำัลังรบตามแบบ (CONVENTIONAL FORCES) กับหน่วยรบพิเศษ ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ให้ เห็นและตอบคำถามว่า ทำไมความได้เปรียบด้านกำลัง (SUPERIOR NUMBERS) ของกำลังเผชิญหน้า ณ จุดแตกหัก (DECISIVE POINT) จึงไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะได้ชัยชนะเสมอไป ประเด็นความได้เปรียบด้านกำลังเผชิญหน้านี้ CARL VON CLAUSEWITZ นักการทหารคนสำคัญกล่าวไว้ชัดเจนว่า " THE ENEMY BEST WEAPON IS SUPERIOR NUMBERS " ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงกับการสู้รบของหน่วยกำลังตามแบบที่มีวิวัฒนาการและบทเรียน สืบต่อมาจากสง ครามในอดีต ยุทโธปกรณ์ และยุทธวิธีการใช้กำลังมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นหน่วยกำลังที่มีมากกว่า ยอมรับความสูญเสียได้ มากกว่า จะเป็นฝ่ายได้ชัยเสมอ เมื่อฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่าสูญเสียศักย์ในการทำสงครามเนื่องจากไม่มีกำลังพอจะสู้รบต่อไป แต่ทฤษฏีของ McRAVEN แสดงให้เห็นว่ากำลังที่มีขนาดเล็กกว่าก็มีโอกาสมีชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ได้ หากเลือกวิธีการและเวลาเริ่มปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสม
ความได้เปรียบ : คือสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะหน่วยโจมตีที่มีกำลังน้อยกว่า ได้ความสามารถในการควบคุมสถาน การณ์ที่ จะรบแตกหักเอาชนะฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังมากกว่า หรือมีการป้องกันตนเองที่ดีมากได้
ความได้เปรียบจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1. ความได้เปรียบนี้จะต้องเกิดขึ้น ณ จุดหักเหของสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าทั้งสองฝ่ายต้องช่วงชิงกัน จุดหักเหนี้ กล่าวโดยรวม หมายถึง จุดที่สถานการณ์มีความเสี่ยงสูงสุดแต่จะมีผลต่อการปฏิบัติการของทั้งสองฝ่ายดังคำกล่าวที่ว่่า " THE CLOSER THE ATTACKING FORCE GETS , THE TOUGHER THE DEPENSES BECOME " นั่นเอง
2. เมื่อฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว ต้องรักษาความได้เปรียบไว้ให้ได้โดยตลอด เพื่อเป็นหลักประกันแห่งชัย ชนะ การจะทำอย่างนี้ได้ หน่วยกำลังขนาดเล็กจะต้องได้รับการสนับสนุนและเสริมกำลังจากหน่วยรบตามแบบ ซึ่งจะทำใ้ห้ ปฏิบัติการมีความต่อเนื่องและก่อให้เกิดสิ่งที่เีรียกว่า MORAL FACTOR อันประกอบด้วย
2.1 ความรุกรบ (COURAGE)
2.2 การกระทำที่ชาญฉลาดสมเหตุสมผล (INTELLECT)
2.3 การกระทำที่องอาจไม่ขลาดกลัว (BOLDNESS)
2.4 ความมุ่งมันที่จะกระทำให้บรรลุภาำรกิจ (PERSEVERANCE)
3. หากความได้เปรียบต้องสูญเสียไป การกลับมาได้เปรียบอีกครั้งจะกระทำได้ยากยิ่ง ทั้งนี้เพราะเมื่อสูญความได้ เปรียบ ย่อมเสียอิสระในการริเริ่มกระทำการใด ๆ ต่อไป กลับทั้งต้องปรับการปฏิบัติเชิงรุกมาเป็นฝ่ายรับด้วยกำลังที่เสีย เปรียบฝ่ายตรงข้าม โอกาสชนะคงเหลือน้อยเต็มที
ภาพหลักการทำสงครามที่ใช้ในปฏิบัติการพิเศษในลำดับขั้นตอนต่าง ๆ

ปิรามิดกลับด้านนี้ แสดงให้เห็นโครงสร้างและตำแหน่งของหลักการทำสงครามในปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ ปิรามิดจะคงสมดุลย์อยู่ได้เมื่อ หน่วยกำลังปฏิบัติการพิเศษมี MORAL FACTOR เพียงพอที่จะดำเนินการตามสถานการณ์ที่ เผชิญอยู่ในการสู้รบในทุกลำดับขั้นตอนของปฏิบัติการ คือ ขั้นการวางผน (PLANING PHASE) ขั้นการเตรียมการ (PREPARATION PHASE) ขั้นการปฏิบัติ (EXECUTION PHASE) การที่ใช้เพียง 6 หลักการทำสงคราม ก็เนื่องมาจาก ความจำเป็นเฉพาะของหน่วยรบขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถนำอาวุธยุทโธปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกไปด้วยจำนวนมาก หรือ หน่วยมีขนาดไม่ใหญ่พอในการยึดครองพื้นที่ ได้นาน การปฏิบัติการต้องการความเข้าใจซึ่งกันและกันขององค์บุคคลใน ลักษณะทำงานเป็นทีมเป็นสำคัญ กล่าวอย่างง่าย ๆ โอกาสที่การปฏิบัติการพิเศษจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จะต้องเกิดจาก " แผนการที่ง่ายไม่สลับซับซ้อน รักษาความลับของปฏิบัติการไว้ด้วยความระมัดระวัง ฝึกทบทวนการปฏิบัติที่ทำได้จริงจนชำ นาญ แล้วปฏิบัติในลักษณะจู่โจม ด้วยความรวดเร็ว เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้ภารกิจสำเร็จ "
เพือให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น ผมขอขยายความของแต่ละหลักการสงครามเหล่านี้เพิ่มเติมดังนี้
1. ความง่าย (SIMPLICITY) เป็นสิ่งที่เป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง แต่ทำได้ยากที่สุด คำถามที่มักเกิดขึ้นกับผู้รับผิดชอบ ในการวางแผน คือ " จะวางแผนง่าย ๆ อย่างไร ปฏิบัติการจึึงจะสำเร็จ " มีสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาโดยไม่ขาดตก บกพร่อง เพื่อให้เกิดความง่าย คือ จำกัดจำนวนเป้าหมายปฏิบัติการ ข่าวกรองที่ดี และมีความคิด สร้างสรรค์ เมื่อได้รับมอบภารกิจ แล้ว ไม่ว่าภารกิจดังกล่าวจะเกิดจากความต้องการทางทหารโดยแท้ หรือเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ทั้งในระดับยุทธ ศาสตร์หรือยุทธการก็ตาม ผู้รับผิดชอบในการวางแผน คำนึงถึงสิ่งที่กล่าวถึง 3 ประการข้างต้น ในระดับยุทธวิธีแล้ว ก็จะ สามารถกำหนดแผนการที่ง่ายขึ้นได้ ประเด็นนี้พูดง่ายแต่อาจทำยาก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เป็นหลัก
2. การรักษาความลับ (SECURITY) เป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดห้วงปฏิบัติการ โดยเฉพาะในขั้นการวางแผน และการเตรียม การ หากจะลดลงได้ก็ในขั้นของการปฏิบัติที่เปิดเผยการปฏิบัติแล้วเท่านั้น การรักษาความลับของปฏิบัิตการ (OPERATIONS SECURITY : OPSEC) เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักการทหารให้ความสำคัญ ทั้งในภาวะปกติจนถึงภาวะสงคราม ความหย่อนยานใน เรื่องความลับปฏิบัติการ จะส่่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการต่อต้านฝ่ายเรา จนเสียการจู่โจม และไม่มีทางได้เปรียบเมื่อการ ปฏิบัติ ณ ที่หมาย เริ่มขึ้น
3. ความเชี่ยวชาญ (REPETITION) เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในขั้นเตรียมการ การฝึกซ้อมในสิ่ง ที่คาดว่าจะต้องปฏิบัติ ณ ที่หมาย จนเสมือนเป็นการปฏิบัติประจำนั้นจะช่วยให้ปัญหาข้อขัดข้องใด ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะปฏิบัิติ ณ ที่หมาย ถูกแก้ไขไปโดยอัตโนมัติ และเป็นการเพิ่มความเร็วในพื้นที่ปฏิบัติการด้วย การฝึกความเชี่ยวชาญองค์บุคคล เฉพาะการปฏิบัติย่อยมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการซ้อมเต็มขั้นตอนของปฏิบัติการเต็มภารกิจ
4. การจู่โจม (SURPRISE) หลักการที่เป็นหัวใจของหน่วยรบพิเศษ JOINT PUB 3-05 เขียนไ้ว้ว่า " การจู่โจม คือ การ โจมตีศัตรู ณ เวลา หรือตำบลที่ หรือด้วยวิธีการ ที่ข้าศึกไม่ได้เตรียมการพร้อมรับมือ " ส่วนมากฝ่ายตรงข้ามของหน่วยกำลัง ขนาดเล็กที่จะเข้าปฏิบัติการพิเศษ มักอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมอยู่เสมอ การจะได้การจู่โจม จึงเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากคำอธิ บายข้างต้น การจู่โจมของการปฏิบัติการพิเศษ อาจหมายความเพียงหน่วยกำลังสามารถผ่านแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้าม เข้าไปกระทำในขั้นต่อไปได้ วิธีการที่สามารถทำให้ได้มาซึ่งการจู่โจม เช่น ปฏิบัติการลวงหรือรอคอยจังหวะเวลาที่ข้าศึกเปิด โอกาสให้โดยบังเอิญ เป็นต้น ซึ่่งการจะทำให้เป็นจริงได้ต้องอาศัยการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพด้วย
5. ความเร็ว (SPEED) หลักการที่เราได้รับการสั่งสอนมาตลอดให้ "HIT FIRST , HIT HARD ,KEE ON HITTING"ก็ เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามรวมทั้งไม่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามชิงความได้เปรียบไปจากเรา ความรวดเร็วและห้วง เวลาปฏิบัติการที่สั้นที่สุด ย่อมเป็นปฏิภาคตรงต่อโอกาสประสบชัยชนะของฝ่ายเรา การปล่อยใ้ห้เวลาของปฏิบัติการยืดออก ไปมาก เท่าใดก็คือการให้เวลากับฝ่ายตรงข้ามทำการต่อต้านฝ่ายเราได้มากเท่านั้น อย่าลืมว่า หน่ยกำัลังปฏิบัติการพิเศษ แม้เปรียบด้านขนาดกำลังของฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ต้น การยึดครองพื้นที่ เป้าหมายภายหลังปฏิบัติการ เป็นเรื่องที่หน่วยรบพิเศษ ต้องหลีกเลี่ยง
6. วัตถุประสงค์ของภารกิจ (PURPOSE) สิ่่งที่สำคัญที่สุดของปฏิบัติการ เพราะหน่วยกำลังที่ได้รับมอบภารกิจต้องเข้าใจ อย่างถ่องแท้ถึงวัตถุประสงค์หลัก หรือกิจหลักของปฏิบัติการนั้น ๆ โดยไม่มีความกังขาใดๆ เหลืออยู่และไม่ต้องคำนึงอุปสรรค ใด ๆ ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่า่จะเป็นไปตามแผน หรือ ผิดแผน เป็นหนาที่ที่หน่วยกำลังต้องกระทำการใด ๆ ให้ บรรลุวัตถุประสงค์ของภารกิจนั้น ให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้หน่วยกำลังสามารถทราบถึงวัตถุประสงค์จากคำสั่งปฏิบัติการที่กำ หนดไว้อย่างแน่ชัด ไม่ต้องตีความให้สับสน และกำลังพลในหน่วยกำลังนั้นต้องถือเป็นพันธกิจที่จะต้องกระทำจนกว่าภารกิจจะ สำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการ ไม่ว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคมากน้อย หรือ การสญเสียใด ๆ

McRAVEN ยังได้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับการให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบและการปรับวิธีการปฏิบัติในขั้นตอนต่าง ๆเพื่อ ให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในจังหวะเวลาที่ต้องการตลอดจนวิเคราะห์กรณีศึกษาเป็นตัวอย่างที่สามารถอธิบายทฤษฏีิที่เขา เขียนขึ้น หนังสือเล่มนี้ดีพอสำหรับการอ่านเพื่อพัฒนากระบวนการคิดของนักวางแผนทางทหารโดยเฉพาะอย่ายย่ิงนายทหาร ของหน่วยรบพิเศษซึ่งต้องนำหน่วยรบขนาดเล็กเผชิญกับหน่วยกำลังต่อต้านซึ่งอาจมีขนาดกำลังมากกว่าหรืออยู่ในสถานที่ตั้ง รับที่มีระบบระวังป้องกันเข้มแข็ง ณ ห้วงเวลาในพื้นที่ปฏิบัติการ นายทหารซึ่งทำหน้าที่บังคับบัญชานั้นจำเป็นต้องติดตาม สถานการณ์เพื่อปรับแผนและการปฏิบัติให้มีความได้เปรียบ ดังนั้นกระบวนการทางความคิดจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการติดตามข่าวกรองการรบ ปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้อยู่ในห้องสมุดของหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ
ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อให้พวกเราหล่านักรบพิเศษได้ทราบถึงหลักการและกระบวนการในการใช้ทฤษฏีการปฏิบัิติการ พิเศษซึ่งจะต้องเกิดวนซ้ำอยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่แปรปรวนเปลี่ยนไป ขณะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ส่งผลที่ ผมคาดหวังคือ การใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานมานานปีของเพื่อนนักรบพิเศษมาใช้ประโยชน์ เพื่อการสร้างสรรค์แผนการที่ง่าย มีประสิทธิภาพ ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ด้วยจิตวิญญาณที่มุ่งมั่นให้ภารกิจที่ได้รับสำเร็จลุ ล่วงไปด้วยดี
โดย: น.อ. ภิญโญ โตเลี้ยง |